Skip to main content

Command Palette

Search for a command to run...

เรากลับมาทำ BuJo ได้หนึ่งเดือนแล้ว

Published
•2 min read•View as Markdown
เรากลับมาทำ BuJo ได้หนึ่งเดือนแล้ว
Y

My name is Yothin Muangsommuk. I've been in many roles in Software Development team, Software Engineer, Tech Lead, and Technical Coach. My focus has always been improving a sustainability and maintainability through Technical Excellence and Software Craftsmanship. I also A Python enthusiasm, An occasional conference speaker (PyCon APAC, Code Mania, Barcamp Bangkok), and a community organizer (PyCon Thailand, PySomTum, GDG Cloud Bangkok).

Interests: Programming Language Design, Software Engineering, Distributed System

97923.jpg

ในโลกที่วุ่นวาย และงานที่ถาโถม ทำให้ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ผมมักจะหาทางจัดการตัวเองผ่านอะไรซักอย่าง ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้ง Planner, Todo list, Trello Board, Post it ฯลฯ ซึ่งผมก็น่าจะเรียกว่าลองมาเยอะพอสมควร จนผมมาเจอ Bujo หรือ Bullet Journaling เมื่อ 2 ปีที่แล้วครับ

ความเดิมตอนที่แล้ว

Screen Shot 2563-11-02 at 20.49.42.png

แนะนำ BuJo เมื่อชีวิตอยากติด Analog บล็อกเต็มๆ ที่ผมเขียนเมื่อสองปีที่แล้วที่คนเข้ามาอ่านตอนนี้เกิน 40k คลิกไปแล้ว โพสนี้จะเรียกได้ว่าเป็นภาคต่อของบทความนั้นก็ได้

เรื่องราวหลังจากผมใช้ Bujo ได้ไม่กี่เดือนตอนนั้นคือ ผมถอย iPad ครับ และนั่นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ผมกลับมาหาโลก Digital อีกรอบนึง ถึงแม้ว่าจะพยายามทำ Bujo บน GoodNotes เท่าไร แต่ก็ยอมรับว่าสัมผัสการเขียนใน iPad ยังไงมันก็ยังสู้กระดาษและปากกาไม่ได้ แต่ผมว่าเหตุผลที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ผมหยุดทำ Bujo ไปในรอบนั้นคือความ Digital Native ของมันครับ

นิยาม Digital native ของผมคือการพิมพ์ การถ่ายรูป Capture screenshot ฯลฯ ซึ่งนั่นทำให้เราขาดคีย์สำคัญของ Bujo ไปข้อนึงซึ่งผมไม่ได้คิดถึงตอนนั้น คือความสามารถในการประมวลผลข้อความแล้วสรุปครับ หรือทาง Bujo น่าจะเรียกว่า Rapid logging ทำให้ตอนนั้นวิธีการจดของผมเปลี่ยนไปมากคือ ด้วยความที่เป็นคนพิมพ์สัมผัสได้อยู่แล้ว เลยจดมันทุกอย่าง แล้วหลายๆ อย่างจนไม่ได้เอากลับมาคิดว่าจดไปทำไมนะ ซึ่งสุดท้ายผมก็เลิกทำ Bujo ไปแล้วแทนที่ด้วยอะไรก็ไม่รู้ ไม่มีชื่อเรียก แล้วแต่ tools จะพาไป

กลับมา

สาเหตุที่กลับมาทำ Analog Bujo ในรอบนี้ของผมหลักๆ เกิดจาก 2 เหตุผลครับ คือ มีเพื่อนมาชวนไปสอนทำ Bullet journaling ครับ ซึ่งหลังจากเตรียมตัวที่จะสอนได้แปปนึง ผมก็ค้นพบว่าผมสอนไม่ได้ และทำให้ผมค้นพบว่าผมใช้ชีวิต Automatic เกินไปจากแต่ก่อนมาก แล้ว Reflect กับทุกๆ อย่างที่พุ่งเข้ามาหาตัวเราจนเราเสีย self esteem ไปหลายๆ ครั้งเหมือนกัน

ตอนช่วงเตรียมตัวสอนมันทำให้ผมกลับมาอ่าน Bullet Journaling ที่ Ryder Carroll ซึ่งเราน่าจะเรียกได้ว่าเป็นบิดาแห่ง Bujo เขียนอีกครั้ง แล้วผมค้นพบคุณค่าหลายๆ อย่างที่ผมไม่เคยพบตอนทำ Bujo เมื่อสองปีก่อนในนั้นครับ

ยกตัวอย่างเช่น ผมเคยประสบปัญหากับการต้องกลับมาจดเรื่องต่อๆ กันแล้วหาไม่เจอ ถึงแม้จะทำ Indexing ไว้แล้วก็ตาม แต่พอรู้จักกับ Concept ของ Thread มันทำให้เรื่องราวแนวๆ เดียวกันสามารถเรียงร้อยต่อกันได้ง่ายมาก เพียงแค่เพิ่มเลขหน้าของเรื่องแนวเดียวกันถัดไปไว้ข้างๆ เลขหน้าในเรื่องปัจจุบันครับ

threading-ryder-2_large.webp รูปจาก https://bulletjournal.com/blogs/bulletjournalist/threading

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบว่าทำไมผมถึงเลิกทำไปในรอบก่อนคือ เรื่องง่ายๆ อย่างสีครับ คือ Bujo เนี่ย ถ้าเราไป Search ตาม Youtube, Pinterest หลายๆ ครั้งเราจะค้นพบว่าแต่ละคนทำโคตรสวยเลย ใช้สี ทำ Caligraphy แต่งสติ๊กเกอร์​ ฯลฯ ซึ่ง รอบแรกผมก็พยายามทำแบบนั้นนะ แบบมีปากกาเมจิกติดตัวหลายสีมาก แล้วก็ค้นพบว่าตัวเองใช้หลักๆ อยู่ 3 สี แล้วมันก็ไม่สวยเลย แล้วมันก็รู้สึกเฟลเบาๆ ว่าทำไม ทำไม่ได้ขนาดนั้นนะ

3077a6d2fa298c4abfeb93d3ff3c084e.png

ซึ่งกลับมารอบนี้ ด้วยความที่รู้ตัวละว่า มันไม่ไหวละนะ ผมเลยจับพลัดจับพลูไปเจอปากกา Fineliner ซึ่ง แค่เป็นสมุดจุด กับปากกา Fineliner แค่นี้ก็ผมก็พอใจแล้ว แล้วไม่ต้องใช้ effort เยอะเท่าสีด้วย (เพราะมีแค่สีเดียว) และหัว 0.3 เนี่ยเป็นอะไรที่กำลังดีมากๆ แล้วพอมันมีแค่เส้น มันทำให้เราลดพลังที่ใช้ในการ setup น้อยลงไปมาก เพราะไม่ต้องคิดอะไร แล้วมันก็จะคล้ายๆ กันในแต่ละเดือน ซึ่งผ่านมา 4 สัปดาห์ หลายๆ อย่างค่อยๆ วิวัฒนาการ ตัดบ้าง เพิ่มบ้าง จนมันถึงจุดที่เราโอเค

สิ่งสำคัญ

ปีที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าตัวเองอ่านหนังสือน้อยมาตลอด คือรู้สึกว่าไม่ได้อ่านเลย เอาเวลาไปไถ Facebook, Twitter หรือไม่ก็นั่งแช่ Youtube หมด ซึ่งเอาจริงๆ มันเฟลมากนะ เพราะว่าก็ซื้อหนังสือแทบจะตลอดอยู่แล้ว และมีหนังสือที่ดองไว้เยอะมาก

97925.jpg

หนึ่งในเครื่องมือที่กลับมาพร้อมกับ Bujo คือ Tracker ครับ ซึ่งเอากลับมาแก้ปัญหาชีวิต Automatic ที่ผมเกริ่นไว้ก่อนหน้านี้ได้ค่อนข้างจะอยู่หมัดเลย คือมันทำให้เรามีสติมากขึ้นในหลายๆ ครั้ง และเห็นอะไรชัดขึ้นมากกว่าแต่ก่อน และมันเปลี่ยนความเชื่อผมข้างบนไปเลยเพราะ

ผมอ่านหนังสือเยอะกว่าที่คิดไว้มาก

ซึ่งพอมามองย้อนดู มันภูมิใจในตัวเองมากเลยนะ ที่เห้ย เราก็ไม่ได้เป็นคนที่แย่แบบที่เราคิดนิ เรายังเป็นคนเดิมที่เคยเป็นนี่แหละ เพียงแต่ตอนที่เราไม่ได้กลับมาหยุดคิด ตั้งสติ และ Track มัน เราก็หลงลืมความเป็นตัวเองไปเยอะมาก และมองตัวเองตามแบบที่คนอื่นมอง

ตอนผมอ่านหนังสือ Bullet Journaling คุณ Ryder Carroll เค้าบอกไว้ว่า ให้ลองทำ Migration ซักครั้งแล้วจะรู้ว่าตัวเองเหมาะกับ Bujo รึเปล่า ต้องบอกว่า ตอนทำรอบที่แล้วผมไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งขนาดนั้นนะ ก็แค่ย้าย Task ค้างๆ ไปที่ใหม่ ผมเข้าใจแค่นั้น

รอบนี้ผมค้นพบว่า จังหวะที่กลับมาดู Task แต่ละ Bullet ที่ผมจดไว้ ค้างไว้บ้าง เสร็จบ้าง มันทำให้ผมเห็นว่า ผมมีความฝันหลายอย่างนะ ความฝันที่บางครั้ง เราก็ลืมไปในเวลาที่เหนื่อยล้า เห็นไอเดียที่เริ่มก่อรูปร่าง แต่ต้องหยุดทำไปเพราะต้องไปทำอย่างอื่น

สิ่งเหล่านี้พอเรากลับมามองมัน มันไม่ได้หายไปไหนครับ และพอถึงจุดนี้เราเลือกได้ว่า เราจะพามันไปต่อ หรือเราอาจจะวางมันไว้ในอดีต รอวันที่จะกลับมาพบอีกครั้ง หรือเราอาจจะเลือกที่จะปล่อยมันไป แต่สิ่งสำคัญตอน Migration คือ "เรามีโอกาสที่จะเลือกมัน" และนี่แหละครับ มันทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตผมมันกลับมา Control ได้มากขึ้นกว่าเดิม ไม่ได้เป็นมนุษย์​ Automatic อีกแล้ว


สุดท้ายเอาจริงๆ ผมก็ไม่รู้หรอกว่ารอบนี้จะทำต่อไปได้อีกกี่เดือน แต่ตอนนี้กลับมาทำแล้วชีวิตดีก็คงจะทำต่อไปแหละ ต้องขอบคุณเพื่อนวิวที่ชวนไปสอน ถึงแม้จะไม่ได้ไปช่วยสอนจริงๆ ไม่งั้นคงไม่ได้กลับมามองเครื่องมือนี้อีกครั้ง ขอบคุณธันวาที่มาชวนคุยเรื่อง Bujo ในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน มันคงเป็นเรื่องบังเอิญมากที่สองคนนี้มาทักเรื่อง Bujo ในเวลาใกล้ๆ กัน แต่เรื่องบัญเอิญจะไม่หายไปตามกาลเวลา ถ้าเรายังจำมันได้อยู่และสิ่งที่ทำให้เราจำมันได้ก็คือตัว Bujo นี่แหละ สวัสดี

K

บทความดีมากค่ะ เพิ่งเริ่มศึกษาและเขียน BuJo เหมือนกัน ^ ^ ของพี่ทำแทร็กสวยมากเลย

More from this blog

ยิง request แบบไม่มีสะดุดด้วย emacs REST client

ช่วงปีใหม่ผมมีเวลาไปเรียนคอร์ส The Ultimate Go Series ของพี่ยอดซึ่งจากใจคนที่ดู Go อยู่ห่างๆ ผมบอกได้เลยว่าคอร์สนี้สอนได้ครบเครื่องมากในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นครับ ประเด็นคือตอนคอร์ส 2 ที่กำลังเรียนเรื่อง API พี่ยอดใช้ HTTP Client ที่ร...

Jan 9, 20223 min read102
ยิง request แบบไม่มีสะดุดด้วย emacs REST client

[Book Review] The Phoenix Project เพราะ IT Operation ก็ไม่ต่างกับ Production Plant

ผมรู้จัก The Phoenix Project มานานมากและมันวนเวียนมาเกือบจะได้อ่านหลายรอบ จนกระทั่งเมื่อประมาณกลางเดือนที่แล้ว ผมเพิ่งได้มีโอกาสจะหยิบมันขึ้นมาอ่าน และตั้งแต่ตอนนั้นผมแทบจะวางไม่ลงเลยตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา และผมแนะนำให้กับทุกคนที่ทำงานใ...

Dec 20, 20214 min read456
[Book Review] The Phoenix Project เพราะ IT Operation ก็ไม่ต่างกับ Production Plant

Emacs diary EP2: สภาพแวดล้อม

ผมไม่รู้ว่าจะมีใครมาใช้ emacs แบบ เป็น text-editor ตัวแรกเลยมั้ย ผมไม่ใช่คนนึงแน่ๆ ซึ่งพอเราเปลี่ยนเครื่องมือ มันจะอารมณ์เดียวกับเราเปลี่ยนภาษา Programming ที่เราเขียนทุกวันเลย เพราะสิ่งแรกๆ ที่เราพยายามทำคือ "เราพยายามจะทำสิ่งเดียวกับที่เราเคยทำได้จ...

Dec 4, 20214 min read98
Emacs diary EP2: สภาพแวดล้อม

เรื่องประหลาดๆ ของการนับปีใน Java

ลืมหัวข้อ blog นี้ไปก่อนนะครับ แล้วลองพยายามเดาดูว่าโค้ด Java ข้างล่างนี้พยายามทำอะไร มันก็ดูตรงไปตรงมาใช่มั้ยครับ แล้วถ้ารันออกมาสมมติวันนี้วันที่ 1 ธันวาคม 2021 สิ่งที่ function นี้คืนกลับมาก็ เป็น 2020-12-01 ใช่มั้ยครับ ถ้าเราเขียน Unit test ไว้ ...

Dec 1, 20212 min read96
เรื่องประหลาดๆ ของการนับปีใน Java

Make Time | โลกมันวุ่นวาย แต่เรายังหาความสงบได้นะ

เคยมีความรู้สึกแบบนี้มั้ยครับ อารมณ์ประมาณว่า อยากจะเรียนคอร์สนั้นที่ซื้อไว้ตั้งนานแล้วให้จบ อยากจะอ่านหนังสือเล่มที่ซื้อเมื่อเดือนก่อน อยากจะทำ side project ที่คิดไว้ให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง อยากจะมีทำให้ความสัมพันธ์ในชีวิตกับคนที่เราแคร์ดีขึ้น อะไรแ...

Nov 18, 20212 min read144
Make Time | โลกมันวุ่นวาย แต่เรายังหาความสงบได้นะ
P

Python by Cow

22 posts